Salvation Mountain โอเอซิสแห่งศิลปะและศรัทธากลางทะเลทรายแคลิฟอร์เนีย
- hoparound.co

- 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

รีวิว Salvation Mountain โอเอซิสแห่งศิลปะและศรัทธากลางทะเลทรายแคลิฟอร์เนียตอนใต้
ทริปนี้เราเริ่มต้นออกสตาร์ทกันที่ Palm Springs ครับ เมืองพักตากอากาศที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Mid-Century Modern แบบที่พวกเราหลงใหล จากจุดนั้น เราแพ็กกระเป๋าขึ้นรถเช่า มุ่งหน้าลงใต้ไปตามเส้นทาง CA-111 โดยใช้เวลาขับรถสบายๆ ประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง
ความน่าสนใจของโรดทริปนี้คือมวลบรรยากาศสองข้างทางที่ค่อยๆ เปลี่ยนผ่าน จากความเนี้ยบของรีสอร์ตหรูและทิวทัศน์ของทิวต้นปาล์มที่จัดวางมาอย่างตั้งใจ สู่ความดิบแล้งของทะเลทรายโคโลราโด (Colorado Desert) เราขับเลียบขนานไปกับผืนน้ำที่กว้างใหญ่แต่กลับเงียบสงัดจนเกือบจะดูเวิ้งว้างอย่างทะเลสาบ Salton Sea เป็นความรู้สึกเหมือนเรากำลังขับรถหลุดออกนอกขอบเขตของความเจริญ เพื่อไปค้นพบโลกอีกใบที่ซ่อนตัวอยู่ เป็นสุนทรียภาพแห่งการเดินทางที่ช่วยปูอารมณ์ให้เราพร้อมรับมือกับความเซอร์เรียลของจุดหมายปลายทางในวันนี้ ซึ่งก็คือ "Salvation Mountain" ประติมากรรมภูเขาขนาดย่อมที่สร้างขึ้นจากสองมือมนุษย์ ผู้ซึ่งผสาน Outsider Art ปรัชญาความเชื่อ และความอุตสาหะที่ใช้เวลาประกอบร่างนานกว่า 3 ทศวรรษเข้าด้วยกัน

จุดกำเนิดจากความตั้งใจอันบริสุทธิ์
Salvation Mountain ไม่ใช่โปรเจกต์ที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง หรือได้รับการระดมทุนมหาศาล ทว่าเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของชายเพียงคนเดียวที่ชื่อว่า เลียวนาร์ด ไนต์ (Leonard Knight) ย้อนกลับไปในปี 1984 เลียวนาร์ดมีความตั้งใจเพียงแค่จะปล่อยบอลลูนลมร้อนที่สกรีนข้อความว่า "God is Love" เพื่อสื่อสารปรัชญาความรักที่เขามีต่อโลก แต่เมื่อบอลลูนไม่สามารถลอยขึ้นได้ เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการ โดยหันมาสร้างอนุสรณ์สถานบนพื้นดินแทน
ภูเขาลูกแรกที่เขาใช้เวลาสร้างถึง 4 ปี พังทลายลงมาเพราะโครงสร้างที่ไม่แข็งแรง แต่แทนที่จะยอมแพ้ เลียวนาร์ดกลับเริ่มสร้างมันขึ้นมาใหม่โดยศึกษาและทดลองใช้วัสดุที่ยั่งยืนขึ้น จนกลายมาเป็น Salvation Mountain ที่เราเห็นและสัมผัสได้ในปัจจุบัน

สถาปัตยกรรมดินเหนียวและสีสันนับแสนแกลลอน
ในมุมมองของงานสเปซและดีไซน์ที่เรามักจะให้ความสำคัญ Salvation Mountain คือความขบถที่งดงามมากครับ โครงสร้างทั้งหมดถูกปั้นขึ้นแบบออร์แกนิก ไร้ซึ่งพิมพ์เขียวใดๆ วัสดุที่ใช้คือของใกล้ตัวและเรียบง่ายที่สุดอย่างฟางแห้ง (Bales of straw) และดินเหนียวอะโดบี (Adobe clay) นำมาผสมกับน้ำเพื่อปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ จากนั้นจึงเคลือบด้วยสีน้ำมันและสีอะคริลิกที่ได้รับบริจาคจากผู้คนทั่วโลก ซึ่งประเมินกันว่าตลอดระยะเวลา 30 ปี เลียวนาร์ดใช้สีไปมากกว่า 100,000 แกลลอน
ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นผิวที่มีเท็กซ์เจอร์แปลกตาและเส้นสายที่ลื่นไหลเหมือนงานประติมากรรมคราฟต์มือขนาดมหึมา บริเวณด้านบนสุดของภูเขาโดดเด่นด้วยกางเขนและข้อความ "God is Love" ขนาดใหญ่ ขณะที่พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยภาพวาดเชิงสัญลักษณ์ ทั้งดอกไม้ ต้นไม้ น้ำตก และลวดลายเรขาคณิตที่ใช้แม่สีจัดจ้าน ตัดกับฉากหลังที่เป็นท้องฟ้าสีครามและผืนทรายสีหม่นได้อย่างทรงพลังและมีชีวิตชีวา
นอกจากตัวภูเขาหลักแล้ว เลียวนาร์ดยังได้ขยายพื้นที่สร้างส่วนที่เรียกว่า The Hogan คล้ายกับโดมที่พักอาศัยของชนเผ่าพื้นเมือง และ The Museum ซึ่งมีลักษณะเป็นเขาวงกตขนาดย่อมที่ค้ำยันด้วยโครงสร้างต้นไม้ เศษไม้ประดับ และหน้าต่างรถยนต์เก่า การเดินลัดเลาะเข้าไปในพื้นที่ส่วนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังหลุดเข้าไปในมิติที่เส้นแบ่งระหว่างงานศิลปะพื้นบ้าน (Folk Art) และสถาปัตยกรรมถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น

มรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ
แม้ว่าคุณเลียวนาร์ด ไนต์ จะจากโลกนี้ไปแล้วในปี 2014 แต่ผลงานของเขายังคงได้รับการสานต่อและดูแลโดยกลุ่มอาสาสมัคร Salvation Mountain Inc. ความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่ดึงดูดนักเดินทางและผู้รักศิลปะจากทั่วโลก แต่ยังได้รับการยกย่องจาก The Folk Art Society of America ให้เป็นแหล่งศิลปะพื้นบ้านที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ระดับชาติ เป็นข้อพิสูจน์ให้เราเห็นชัดเจนว่า ศิลปะที่แท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความสมบูรณ์แบบทางวิศวกรรมเสมอไป แต่เกิดจากความหลงใหลและความละเอียดอ่อนในจิตวิญญาณของผู้สร้างครับ

วิธีการเดินทาง (How to Get There)
Salvation Mountain ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Niland ใน Imperial County รัฐแคลิฟอร์เนีย บริเวณนี้อยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบ Salton Sea และชุมชนศิลปินนอกกระแสอย่าง Slab City การเดินทางที่สะดวกที่สุดและเข้ากับมู้ดของการเดินทางคือการเช่ารถขับครับ เนื่องจากไม่มีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงโดยตรง
เดินทางจาก Palm Springs: ถือเป็นเส้นทางที่ขับสบายและได้ซึมซับบรรยากาศแบบโรดทริปเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 1.5 - 2 ชั่วโมง ขับลงใต้ผ่านเส้นทาง CA-111 S เลียบฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ Salton Sea มุ่งหน้าสู่เมือง Niland
เดินทางจาก Los Angeles (LA): ใช้เวลาขับรถประมาณ 3 - 3.5 ชั่วโมง โดยขับไปตามทางหลวงหมายเลข I-10 East มุ่งหน้าไปยังเมือง Indio จากนั้นเปลี่ยนไปใช้เส้นทาง CA-86 South เลียบไปตามทะเลสาบ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทาง CA-111 South
เมื่อถึงเมือง Niland: ให้เลี้ยวไปทางทิศตะวันออกเข้าสู่ถนน Main Street (ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็น Beal Road) ขับตรงเข้าไปเรื่อยๆ สู่เวิ้งทะเลทรายประมาณ 3 ไมล์ คุณก็จะเห็นสีสันอันโดดเด่นของ Salvation Mountain ตั้งตระหง่านอยู่ทางด้านขวามือ
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการเตรียมตัว:
พื้นที่นี้เป็นเขตทะเลทราย อากาศจะร้อนจัดในช่วงกลางวันและค่อนข้างไร้ร่มเงา แนะนำให้เตรียมน้ำดื่ม ครีมกันแดด และหมวกใบเก่งไปให้พร้อมครับ
บริเวณ Salvation Mountain ไม่มีค่าเข้าชม แต่เปิดรับเงินบริจาคหรือสีทาบ้าน (100% Latex paint) เพื่อนำไปใช้ในการบำรุงรักษาพื้นที่
เนื่องจากโครงสร้างทำจากดินเหนียวและมีความเปราะบางสูง ทางสถานที่จึงขอความร่วมมือให้เดินชมเฉพาะในบริเวณที่ทางอาสาสมัครทาสีเหลือง (Yellow Path) กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อช่วยกันรักษางานศิลปะทำมือชิ้นนี้ให้อยู่ไปได้อีกนานๆ ครับ








































ความคิดเห็น